อาจารย์แอน แฟนคลับ

อาจารย์แอน แฟนคลับ
พวกเรา คือ ครอบครัว อาจารย์แอน แฟนคลับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีล แสดงบทความทั้งหมด

18/4/54

วันนี้..วันพระ (๑๘ เมษายน ๕๔) โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี(อาจารย์แอน)

วันนี้วันพระ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเราอาจสูญเสียของรัก เกิดอุบัติเหตุ มีความเสียหายจากภัยต่าง ๆ มีเรื่องเสียใจ ได้ยินเสียงร้องไห้ ถ้าเรามีหูทิพย์ ก็จะได้ยินไปทั่วโลก และมักพูดเป็นเสียงเดียวด้วยความเศร้า ว่าเร็วไป ไม่ใช่เวลา ไม่น่าเลย ทั้งนี้ คือ ความประมาทที่คิดว่า ทุกคน ทุกอย่างต้องถึงเวลา และต้องเตรียมใจให้ทัน


เพราะคำว่า “กรรม” ที่ตัวทุกคนมา ถ้ามีจิตที่จะถือกำเนิด ก็มีกายที่จะรับทั้งกรรมอันเป็นกุศล และอกุศล ไม่มีใครหนีพ้น


“พึงดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด” เป็นพุทธวจนะสุดท้าย ที่มีความหมายดังนี้จริง ๆ


ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าซึ่งทรงมีพุทธญาณ ที่จะบัญญัติศีล ๕ เพื่อป้องกันภัยทั้งโลกนี้โลกหน้าให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย


ถ้าเรา ไม่ฆ่าสัตว์ เราจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึง โรคภัยที่ทุกข์ทรมาน จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ทรมานตัว


ถ้าเราไม่ลักขโมย ทรัพย์สินเราก็ไม่เสียหาย ด้วยภัยต่าง ๆ จากธาตุทั้ง ๔ ทั้งไม่ถูกขโมย หรือเป็นอันตรายสูญหายไป


ถ้าเราไม่แย่งของรักของใคร เราก็ไม่สูญเสียของรัก และคนใกล้ตัวก็จะว่าง่ายเชื่อฟัง ไม่ดื้อจนหนักใจ


ถ้าเราไม่พูดปดเพื่อประโยชน์ส่วนตน เราก็ไม่ถูกหลอก หรือสูญเสียเครดิต


ถ้าเราไม่ดื่มสุรา เราก็ไม่หลง และไม่ขาดสติ มีทั้งสติปัญญา กำหนดรู้ และพิจารณาเห็นสภาวะตามความเป็นจริง ข้อนี้จึงสำคัญที่สุดที่จะพัฒนา ตัวรู้ จนถึงคำว่า เตรียมตัวเตรียมใจให้ทันไม่ประมาท


เมื่อเราได้รับอานิสงส์ ของการบำเพ็ญบารมี เพียงศีล ๕ จิตใจเราก็ผ่องใส


ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส สมบูรณ์ด้วยการเริ่มต้น “โอวาทปาฏิโมกข์”


นอกจากนี้ เราต้อง มีขันติ อดทนในการปฏิบัติ และมีความเพียร อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเข้าถึง ศีล ๕


ไม่ทำร้ายสัตว์ ทรมานสัตว์ เพื่อจิตจะได้สงบ ไม่ผูกโกรธ อาฆาต อันเป็นเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมอง


ประมาณตนในการบริโภค เพราะบริโภคมากไป ในสรรพสิ่ง ก็ทำให้ใจฟุ้งซ่าน


นั่งนอนในที่สงัด เพื่อความสงบของจิต และพักผ่อนเพียงพอ ไม่นอนในที่ที่ทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ทำให้จิตไม่สงบ


หมั่นฝึกจิตให้มีกำลังด้วยสมาธิ และสร้างสติอันเข็มแข็งเพื่อให้เกิดปัญญาพิจารณาธรรมอันถ่องแท้ มีนิพพานเป็นที่ไป


อานิสงส์ของการถือศีล มีคุณมากมาย สามารถเข้าถึงนิพพาน เพราะถ้าเราดำรงตนไม่เป็นพิษเป็นภัยกับผู้อื่น ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดมาใช้กรรม


ดังนั้นคำว่า “บำเพ็ญบารมี” ไม่ต้องคิดไกล คิดเพียงดำรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ก็เป็นการบำเพ็ญ เพื่อความสงบของจิตในแต่ละชาติ


ตั้งใจไว้ว่า เราไม่ฆ่าสัตว์ บารมีนี้ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่ทุกข์ทรมาน


ตั้งใจนับแต่บัดนี้ แล้วปล่อยสัตว์ ด้วยเมตตาเสริมให้บารมีแก่กล้า และเร็วขึ้น พอจะได้เห็นผลทันตา แทนที่จะรอถึงชาติหน้า


ตั้งใจว่า เราไม่ลักขโมย ดึงเอาทรัพย์ผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ ของเราก็ไม่หาย ทรัพย์สินไม่เสียหาย จนเสียกำลังใจ หรือเป็นอันตรายด้วยภัยต่าง ๆ รวมถึงการถูกยึด หรือรักษาไว้ไม่ได้ และหมั่นให้ทาน เป็นการเพิ่มบารมีเพื่อเห็นผลเร็ว


ตั้งใจว่า เราจะไม่แย่งของรักของใคร ไม่ประพฤติผิดในกาม มักมาก เราก็ไม่เสียของรัก ทั้งสามี บุตร ภรรยา บริวาร จะเชื่อฟัง ไม่ต่อต้าน เสริมและสร้างบารมี ด้วยการให้ของรัก แจกจ่ายของที่เราชอบ นึกถึงใจเขาใจเรา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละเพื่อส่วนรวม หมั่นทำสาธารณะประโยชน์ ไม่ตระหนี่ฐานะตน เป็นการเสริมบารมี


ตั้งใจว่า เราจะไม่พูดปดหลอกลวง กลับไปกลับมา เพื่อหาประโยชน์ส่วนตน เราจะเป็นที่เชื่อถือ เป็นคนมีเหตุผล กระทำการใด ๆ เป็นผลสำเร็จ ตามที่ต้องการ เราจะไม่ถูกหลอก และจะพบแต่คนดี และสามารถะเพิ่มบารมีด้วยการถือสัจจะ คำไหนคำนั้น พูดอะไร ก็ต้องทำให้ได้ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่นินทา ไม่ยุยง ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่อาฆาตใส่ร้ายใคร คือถือกรรมบถ ๑๐ เพื่อเสริมบารมี ให้เห็นผลทันตา


ตั้งใจว่า เราจะไม่ดื่มสุรา หรือ มัวเมาในสถานที่เสื่อม เราก็จะเป็นคนที่มีสติ มีปัญญา ไม่หลง และทำอะไรที่ขาดกาละเทศะ โง่เขลา เบาปัญญา เสริมบารมี ด้วยการ ฝึก “กำหนดรู้” ฝึกสมาธิ สร้างสติ และข้อนี้สำคัญในการปฏิบัติที่สุด ที่ต้องอาศัยทุกข้อ จึงมีจิตที่แจ่มใส ในการกำหนดจิต


ดังนั้น คำว่า “ ตั้งใจว่า” จึงเป็นข้อหนึ่งของมรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ หลังจากนั้น เราก็จะสมบูรณ์ด้วยกาย วาจา และ ใจ ปฏิบัติในมรรคมีองค์ แปดได้ครบถ้วน


ต่อไปเราจะรู้เท่าทันและเห็นในภัยของวัฏฏสังสารอย่างแท้จริง ด้วยการกำหนดรู้ และไม่ประมาทในชีวิต นี่คือ หนทางของการบำเพ็ญบารมี ด้วย “ศีล ๕”


“ ศิลานิพพุติงยันติ ตสมาสีลัง วิโสธะเย” ..สาธุ

4/8/53

อาจารย์แอน ตอบคำถามหลานศิษย์

คำถามเรื่องศีล

สวัสดีคะ อ.แอน วันนี้หนูมีคำถามมาถาม อ.แอน คะ คือว่า
มีผู้หญิงคนหนึ่งไปตลาดไปแล้วผ่านร้านทองก็คิดว่าอยากจะซื้อเก็บไว้ซักเส้นเลยเข้าไปซื้อ ราคาก็หมื่นกว่าเสร็จก็กลับบ้านพอมาถึงหน้าบ้านก็นึกขึ้นว่าถ้าสามีรู้ว่าซื้อทองมาราคาเป็นหมื่นต้องโกรธมากแน่ ๆ ต้องโดนว่าแน่ ๆ พอเข้าบ้านสามีก็ถามเรื่องทองจริง ๆ เธอตอบว่าทองปลอมเห็นขายอยู่ที่ตลาดใครจะไปซื้อทองจริงมาละแพง ส่วนสามีก็ไม่ว่าอะไร (ประมาณว่า หรอเออ) แล้วก็ทำกิจกรรมที่ค้างอยู่ เธอโล่งใจมากแล้วก็เอาทองไปเก็บ อาจารย์คะ เธอคนนี้ผิดศีลข้อมุสาไหมคะ ถ้าเราโกหกเพราะมีเหตุจำเป็น เช่นไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ปานปลาย อย่างนี้ผิดไหมคะ
ขอบคุณคะ


คำตอบจาก อาจารย์แอน
การถือศีล มีสามระดับ และต้องไต่เป็นขั้นตอน ขั้นแรกต้องใคร่ครวญพิจารณาศีลให้บริสุทธิ์ จัดเป็นการบำเพ็ญบารมีและทดสอบกำลังใจในการปฏิบัติให้สูงขึ้น อย่างแน่วแน่โดยมีศีลเป็นเครื่องวัด
อย่างเรื่องนี้ ไม่ควรโกหก เพราะการโกหก มีองค์ประกอบของความโลภ และความหลง ทั้งความกลัว ครบองค์ประกอบของคติทั้งสี่ ได้แก่ ฉันทาคติ อคติ ภยาคติ (ความกลัว) และโทสาคติ อย่างน้อยการโกหก นี้เป็นภัยในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่ไม่สะอาด
ระดับสอง การโกหก ที่ปราศจากความโลภ โกรธ และหลง แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น การโกหก ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับผู้ใด ไม่ทำลายประโยชน์ใคร ในกรณีนี้ ถ้าเงินนั้นเป็นของตนเองที่หามาโดยชอบ ไม่ได้เอาเงินผู้อื่นไป แต่เกรงว่าเขาจะไม่สบายใจ ประกอบเราซื้อ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาหนึ่ง หรือเป็นการค้าไว้เก็งกำไร อย่างนี้ไม่ผิดศีล ระดับสาม เป็นปรมัตถ์ อธิศีล มีความสูงขึ้นไปอีกระดับ โดยมี พรหมวิหารสี่ ควบคุมศีล มีมรรค ๘ กำกับ เป็นการถือศีลแบบเป็นธรรมชาติ ที่เป็นไปโดยปรกติ ไม่มีผลร้ายกับใคร ไม่ทำลายประโยชน์ใคร ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใครในเชิงโลก หรือโลกียะ อย่างนี้เป็นโลกุตระ สำหรับเรื่องที่เล่านี้ ไม่จัดเป็นศีลปรมัตถ์ เพราะมีความโลภผสม ถ้าศีลปรมัตถ์จะไม่มีโลภ โกรธ หลง เจือปน มีสติกำกับ มีตัวรู้ว่าอะไรควรไม่ควร
เมื่อใคร่ครวญพิจารณาแล้ว ผู้หญิงผิดศีลค่ะ


(ขอบคุณเมลพยากรณ์ จาก hotmail)